
ทีมสกินฮัก
แบ่งปันสิ่งนี้


เบบี้ออยล์คือ Mineral Oil เหมือนกันไหม มาดูความต่างจริงระหว่าง Mineral Oil กับเบบี้ออยล์จากพืช ว่าทำงานกับผิวยังไง และควรเช็กอะไรบ้างก่อนเลือกใช้
เบบี้ออยล์แบบคลาสสิกหลายตัวทำจาก Mineral Oil เป็นหลัก แต่คำว่าเบบี้ออยล์คือชื่อของหมวดผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ชื่อของส่วนผสมตัวเดียว บางขวดใช้ Mineral Oil เป็นเบส บางขวดใช้น้ำมันจากพืชแทน ความต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่มันทำงานกับผิวต่างกัน ให้ความรู้สึกต่างกันในชีวิตจริง และเหมาะกับแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน
นั่นคือคำตอบสั้น ๆ
ส่วนคำตอบที่ยาวกว่านั้น เริ่มจากคำถามหนึ่งจากคุณป้าของเรา
ช่วงแรก ๆ ที่เรากำลังพัฒนา Skinhug เราเอาตัวอย่างไปให้แทบทุกคนลอง
บ่ายวันหนึ่ง คุณป้ามองขวดของเราแล้วยิ้ม จากนั้นก็หยิบเบบี้ออยล์ตัวโปรดของเธอจากแบรนด์แมสขึ้นมา หาซื้อง่าย คุ้นเคย แล้วก็ใช้เช็ดเมกอัพได้ด้วย
เธอลองสูตรของเราที่แขนข้างหนึ่ง แล้วลองของเธออีกข้างหนึ่ง
“มันก็รู้สึกคล้ายกันนะ” เธอบอก “ถ้าคล้ายกัน แล้วทำไมต้องจ่ายมากกว่าสำหรับของเธอด้วย”
คำถามนั้นอยู่กับเรานานมาก เพราะมันเป็นคำถามที่ยุติธรรมจริง ๆ
ในไม่กี่วินาทีแรกบนผิว ออยล์หลายขวดก็ดูคล้ายกันหมด มันวาวเหมือนกัน ทำให้ผิวนุ่มเหมือนกัน แต่สิ่งที่มันทำมาจากอะไร และทำงานกับผิวยังไงเมื่อเวลาผ่านไป อาจต่างกันมาก
ไม่เสมอไปค่ะ
คำว่าเบบี้ออยล์คือชื่อหมวดสินค้า ส่วน Mineral Oil คือส่วนผสมตัวหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยมากในสินค้าหมวดนี้
เพราะฉะนั้น เบบี้ออยล์บางตัวก็ใช้ Mineral Oil เป็นหลัก บางตัวใช้น้ำมันจากพืช บางตัวมีน้ำหอม บางตัวไม่มี
เบบี้ออยล์ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมดเสมอไป ฉลากด้านหลังต่างหากที่บอกว่าเบบี้ออยล์ขวดนั้นจริง ๆ เป็นแบบไหน
Mineral Oil เป็นส่วนผสมที่ได้มาจาก petroleum แล้วผ่านการกลั่นให้เหมาะกับการใช้ในเครื่องสำอาง มันไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีความเสถียรสูง และถูกใช้ในสกินแคร์มานานมาก
มันทำหน้าที่เคลือบผิวได้ดีมาก ชั้นเคลือบบาง ๆ นี้ช่วยลดการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ผิวรู้สึกนุ่มและเหมือนถูกปกป้องในช่วงที่ออยล์ยังอยู่บนผิว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Mineral Oil ถึงอยู่ในเบบี้ออยล์แบบดั้งเดิมจำนวนมาก
ฟีลลื่น ๆ เคลือบ ๆ ที่หลายคนคุ้นจากเบบี้ออยล์แบบคลาสสิก ก็มักเป็น Mineral Oil ที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่
สิ่งที่ Mineral Oil มักไม่ได้ทำ คือการให้สิ่งที่ผิวเอาไปใช้ต่อเป็นเหมือนวัตถุดิบได้
มันไม่ได้ให้กรดไขมันตามธรรมชาติแบบที่พบในน้ำมันจากพืช
ไม่ได้ให้สารจากพืช
และไม่ได้ให้ความรู้สึกของการบำรุงในแบบเดียวกับ plant oils
มันช่วยเคลือบเป็นหลัก
สำหรับบางครอบครัว แค่นั้นก็พอแล้ว แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่อยากได้ฟีลผิวที่ดูบำรุงมากกว่าแค่การเคลือบ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่กำลังมองหา
น้ำมันจากพืชอย่าง sunflower seed oil, grape seed oil, cucumber seed oil และ jojoba seed oil มักมีกรดไขมันตามธรรมชาติที่ผิวรู้จักและใช้ต่อได้
ตัวอย่างหนึ่งคือ linoleic acid ที่พบใน grape seed oil และ sunflower seed oil ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของ skin barrier ที่แข็งแรง ถ้าเกราะผิวแข็งแรงดี ผิวก็จะสูญเสียน้ำน้อยลง และตอบสนองต่อความแห้ง การเสียดสี และสิ่งรอบตัวน้อยลงด้วย
เพราะแบบนั้น ในขณะที่ Mineral Oil ช่วยหลัก ๆ ด้วยการเคลือบผิว น้ำมันจากพืชจึงอาจช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น พร้อมกับให้สิ่งที่ช่วยประคอง skin barrier ได้มากกว่า
นี่คือความต่างหลักเลย
แบบหนึ่งช่วยเคลือบ
อีกแบบช่วยเคลือบพร้อมประคองผิว
ข้อนี้มักถูกมองข้าม
Mineral Oil มักทิ้งฟิล์มบนผิวให้รู้สึกได้ชัดกว่า ซึ่งอาจติดเสื้อผ้า ผ้าปู หรือทุกอย่างที่สัมผัสผิวต่อจากนั้น ในอากาศร้อน ฟีลเคลือบแบบหนัก ๆ อาจไม่สบายผิวเท่าไร โดยเฉพาะกับเด็กที่ต้องอยู่ให้เย็นสบาย
น้ำมันจากพืช โดยเฉพาะตัวที่บางเบา มักรู้สึก breathable และอยู่กับชีวิตจริงได้ง่ายกว่า ไม่ได้หายไปจากผิวทันที แต่โดยรวมแล้วมักสบายกว่าสำหรับรูทีนหลังอาบน้ำหรือการนวดตัวลูกในทุกวัน
และนั่นสำคัญมาก เพราะสกินแคร์ที่ดีที่สุดก็มักเป็นขวดที่คุณยังอยากหยิบใช้อยู่นั่นเอง
ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ
Mineral Oil ถูกใช้แพร่หลายในผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมานานมาก และหลายครอบครัวก็ใช้กันโดยไม่มีปัญหา คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีไหม แต่คือมันเป็นฟีลและเป็นสูตรที่ครอบครัวคุณอยากใช้ไหมมากกว่า
บางครอบครัวชอบ Mineral Oil เพราะมันคุ้นเคย เรียบง่าย และหาซื้อง่าย
ในขณะที่บางครอบครัวเลือกออยล์จากพืช เพราะอยากได้
เรื่องนี้ไม่ใช่ good vs bad แต่มันคือเรื่องของ preference มากกว่า
แทนที่จะเลือกจากภาพหน้าขวดอย่างเดียว ลองถามคำถามง่าย ๆ เหล่านี้
ถ้า Mineral Oil อยู่ตัวแรก แปลว่าสูตรนั้นวางอยู่บน Mineral Oil เป็นหลัก ถ้าเห็นน้ำมันจากพืชอยู่ต้น ๆ ก็แปลว่าสูตรนั้นเอนมาทาง plant-based มากกว่า
เบบี้ออยล์บางตัวมี fragrance หรือ parfum บางตัวไม่มี สำหรับผิวบอบบาง เรื่องนี้สำคัญค่ะ
ออยล์หนัก ๆ อาจโอเคสำหรับบางบ้าน แต่บางบ้านก็ชอบอะไรที่เบากว่า โดยเฉพาะในอากาศร้อน
ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ แค่ควรรู้สึกชัดพอว่าเรากำลังทาอะไรลงบนผิวลูก
สำหรับผิวบอบบางโดยเฉพาะ ความต่างจะยิ่งสำคัญขึ้น
ผิวบอบบางมักตอบสนองต่อการเสียดสี ความแห้ง และสิ่งที่ไม่จำเป็นได้ง่ายกว่า Mineral Oil ช่วยได้ในแง่ของการเคลือบผิว แต่ไม่ได้ช่วยประคอง skin barrier แบบที่น้ำมันจากพืชบางชนิดทำได้
น้ำมันจากพืชที่มี linoleic acid สูง อย่าง sunflower seed oil และ grape seed oil มักรู้สึกเข้ากับผิวบอบบางได้ดีกว่าในหลายกรณี เพราะมันให้กรดไขมันที่ช่วยเรื่องเกราะผิวได้จริง
สำหรับครอบครัวที่มีทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ผิวบอบบาง ออยล์ที่บางเบา ไม่มีน้ำหอม และมีลิสต์ส่วนผสมเรียบง่าย มักเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่า
Skinhug Pure Green Nourishing Seed Oil เป็นอีกทางเลือกจากพืชแทนเบบี้ออยล์แบบ Mineral Oil ดั้งเดิม สูตรของเราไม่มีการเติมน้ำหอม ไม่มี essential oils ไม่มี mineral oil และไม่มีสีสังเคราะห์ ทำมาสำหรับการนวดตัวลูก การดูแลหลังอาบน้ำ การดูแลผิวช่วงตั้งครรภ์ และผิวของทั้งบ้านในทุกวัน
Skinhug ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเถียงกับ Mineral Oil เราแค่เสนออีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับครอบครัวที่อยากได้ออยล์ที่เบากว่า เป็น plant-based มากกว่า และไม่มีน้ำหอม
สำหรับเด็กแรกเกิด ผิวที่ไวมาก หรือผิวที่กำลังระคายเคืองอยู่ ควรเริ่มจากปริมาณน้อย ลอง patch test ก่อน และเช็กกับกุมารแพทย์หากยังไม่แน่ใจ
ไม่เสมอไปค่ะ เบบี้ออยล์คือหมวดผลิตภัณฑ์ บางตัวใช้ Mineral Oil เป็นหลัก บางตัวใช้น้ำมันจากพืชแทน
Mineral Oil ช่วยหลัก ๆ ด้วยการเคลือบผิว ส่วนน้ำมันจากพืชมักมีกรดไขมันที่ผิวสามารถใช้ต่อได้ โดยเฉพาะในแง่ของการประคอง skin barrier
ไม่เสมอไปค่ะ มันถูกใช้กันแพร่หลายมานาน หลายครอบครัวแค่ชอบออยล์จากพืชมากกว่าเพราะเรื่องฟีลผิวและแนวคิดของส่วนผสม
สำหรับหลายครอบครัว คำตอบคือใช่ค่ะ เพราะมักรู้สึกเบากว่าและสบายผิวกว่าในรูทีนของผิวบอบบาง
เช็กส่วนผสมตัวแรก ดูว่ามีน้ำหอมไหม ดูเนื้อสัมผัส และดูว่าสูตรโดยรวมเรียบง่ายและเข้าใจง่ายไหม
ใช่ค่ะ Skinhug ไม่มี Mineral Oil ไม่มีการเติมน้ำหอม และไม่มี essential oils

ถ้าคุณชอบการดูแลผิวที่คลีน เรียบง่าย และใช้ได้ทั้งบ้าน Skinhug ออกแบบมาเพื่อคุณ
